ThaiCERT: Thai Computer Emergency Response Team
ศูนย์ประสานงานการรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ ประเทศไทย 
 
 
 

ชื่อเรื่อง: การติดตั้งและใช้งาน OPIE (One-Time Password In Everything)
เรียบเรียงโดย: เสาวภา  ปานจันทร์, ดร. บรรจง หะรังษี และ เลอศักดิ์ ลิ้มวิวัฒน์กุล
เรียบเรียงเมื่อ:
7 มิถุนายน 2547

กล่าวนำ

OPIE (One-Time Password In Everything) เป็นวิธีการพิสูจน์ตัวตนที่สามารถทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่า ระบบของตนจะได้รับความปลอดภัยจากบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต มากกว่าวิธีการแบบใช้ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านแบบธรรมดา

การพิสูจน์ตัวตนแบบ One Time Password (OTP) หรือการใช้รหัสผ่านเพียงครั้งเดียว ถูกพัฒนาขึ้นโดย Bellcore (ในปัจจุบันเป็น Telcordia) เป็นฟรีซอฟต์แวร์ที่รู้จักกันในนามของ S/Key ในปีค.ศ. 1994 S/Key ได้กลายเป็นซอฟต์แวร์เพื่อการค้า ดังนั้น U.S. Naval Research Laboratory (NRL) จึงได้พัฒนา OTP อีกตัวออกมา ซึ่งเรียกว่า OPIE หลักการทำงานของ OPIE และ S/Key เหมือนกันคือการใช้ challenge/response แต่แตกต่างกันตรงที่อัลกอริทึมที่ใช้ในการคำนวณ response ของ OPIE ใช้ MD5 ส่วน S/Key ใช้ MD4

เอกสารฉบับนี้เป็นผลการทดลอง จากการนำ OPIE2.4 มาติดตั้งเพื่อใช้งานจริง ซึ่งใช้ ระบบปฏิบัติการ Red Hat Linux 9.0 จุดประสงค์ของเอกสารฉบับนี้คือการศึกษาระบบการทำงานของ OPIE เพื่อการนำไปประยุกต์ใช้ในระบบจริงและปรับใช้ตามความเหมาะสมขององค์กร

ภายในเอกสาร เอกสารฉบับนี้เริ่มกล่าวถึงศัพท์ที่ควรทราบในการใช้ OPIE หลักการทำงานและวิธีการติดตั้งโปรแกรม OPIE บนระบบปฏิบัติการ Red Hat Linux 9.0 และวิธีการใช้งาน OPIE ตามรูปแบบการพิสูจน์ตัวตนแบบ One Time Password ในท้ายของเอกสารจะกล่าวถึงคำสั่งที่ใช้ในการใช้งานรวมถึงข้อควรระวังที่ได้พบระหว่างการติดตั้งและทดสอบการใช้งาน

สำหรับรายละเอียดของการพิสูจน์ตัวตนโดยละเอียดสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ในเอกสารเผยแพร่เรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการพิสูจน์ตัวตน


ศัพท์ที่ควรทราบในการใช้ OPIE

sequence number เป็นส่วนหนึ่งของ challenge ซึ่งเป็นเลขลำดับที่ใช้ในการนับครั้ง ที่ทำการเข้าระบบ และเลขลำดับจะเริ่มนับจากมาก ไปน้อย (499, 498,...)
seed

เป็นส่วนหนึ่งของ challenge ซึ่งจะประกอบด้วยตัวอักษร 2 ตัว และตัวเลข 4 ตัว
เช่น lo2182

secret pass phrase

เป็นประโยค หรือตัวอักษรอะไรก็ได้ที่มีความยาวตั้งแต่ 1-127 ตัวอักษร โดยที่ผู้ใช้เป็นคนสร้างขึ้น และไม่ควรให้ผู้อื่นรู้
เช่น we are the champion

challenge

เป็นการรวมกันระหว่าง sequence number และ seed
เช่น 498 lo2182

response

คำภาษาอังกฤษ 6 คำ ซึ่งได้จากการคำนวณโดยใช้ secret pass phrase และ challenge ใช้ใส่แทนรหัสผ่านในการพิสูจน์ตัวตนแบบ การใช้รหัสผ่าน
เช่น THIS GEE MOS HIRE LAYS LUKE



หลักการทำงานของ OPIE

ถ้ามีการใช้งาน OPIE หน้าจอล็อกอินระหว่างการใช้งานพิสูจน์ตัวตนแบบรหัสผ่านตามบัญชีผู้ใช้และแบบรหัสผ่านครั้งเดียว (One Time Password) มีข้อสังเกตความแตกต่างของหน้าจอล็อกอินก่อนการใช้งานระบบดังนี้

แสดงหน้าจอของการเข้าสู่ระบบแบบวิธีการใส่ชื่อผู้ใช้และการใส่พาสเวิร์ด ซึ่งเป็นระบบที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป


รูปที่ 1 การเข้าสู่ระบบโดยการใช้พาสเวิร์ด

แสดงหน้าจอของการเข้าสู่ระบบแบบวิธีการใส่ response แทนการใช้พาสเวิร์ด ซึ่งเป็นวิธีการแบบ OPIE


รูปที่ 2 การเข้าสู่ระบบโดยการใช้ response

การคำนวน reponse ถือเป็นหัวใจของการพิสูจน์ตัวตนโดยใช้รหัสผ่านเพียงครั้งเดียวในการล็อกอินเข้าสู่ระบบ สามารถอธิบายการคำนวนค่า response ได้ตามแผนภาพข้างล่างนี้

รูปที่ 3 OPIE System

จากรูปที่ 3 แสดงการทำงานของ OPIE ซึ่งในขั้นตอนแรกเมื่อเข้าสู่ระบบ ผู้ใช้ต้องใส่ชื่อผู้ใช้และ response ซึ่ง response จะได้จาก secret pass phrase และ challenge (เมื่อทำการติดตั้ง OPIE แล้วโปรแกรมก็จะทำการสร้าง challenge ให้เอง) โปรแกรมจะนำทั้งสองส่วนนี้มารวมกันแล้วนำมาคำนวณโดยผ่านอัลกอริทึม MD5 จากนั้นก็จะได้ response ออกมาเพื่อใช้ในการ login และทุกๆครั้งที่ทำการ login โดยใช่ response จะทำให้ response ชุดนั้นๆโดนลบออกไป และการใช้ response จะต้องใช้โดยเรียงตามลำดับตาม sequence number

และเมื่อมีการล็อกอินครั้งต่อไป รหัสผ่านสำหรับการล็อกอินจะเปลี่ยนไปดังการทำงานตามแผนภาพ


รูปที่ 4 OPIE System (ต่อ)

จากรูปที่ 3 และรูปที่ 4 แสดงให้เห็นการล็อกอินเข้าสู่ระบบแบบการใช้ OPIE โดยลำดับที่ 498 เมื่อทำการ login ไปแล้ว response ก็จะถูกลบออกไป ครั้งต่อไปก็จะ login โดยใช้ลำดับที่497 และก็จะใช้ response อีกชุดหนึ่ง ซึ่งทำให้การล็อกอินเข้าสู่ระบบจะใช้รหัสผ่านเพียงครั้งเดียวและจะไม่ซ้ำในการล็อกอินครั้งต่อไป

ตัวอย่างการคำนวน response ด้วยการใช้คำสั่ง opiekey บนระบบปฏิบัติการตระกูลยูนิกซ์ ซึ่งค่าที่ต้องใช้ในการคำนวนคือค่า Challenge และคำสั่งจะถาม secret passphase เพื่อใช้ในการคำนวนค่า response เพื่อใช้สำหรับการล็อกอินเข้าสู่ระบบ

# opiekey 498 lo2182

Using the MD5 algorithm to compute response.
Reminder: Don't use opiekey from telnet or dial-in sessions.
Enter secret pass phrase:
THIS GEE MOS HIRE LAYS LUKE

บนระบบปฏิบัติการวินโดวส์สามารถใช้โปรแกรม winkeys ในการคำนวน response ได้เช่นเดียวกันดังรูป


รูปที่ 5 โปรแกรม winkey

หารายละเอียดเพิ่มเติมของโปรแกรมเสริมการใช้งาน OPIE ได้ที่ http://www.inner.net/pub/opie/contrib/


วิธีการติดตั้งโปรแกรม OPIE บนระบบปฏิบัติการ Red Hat Linux 9.0

  1. ดาวน์โหลดโปรแกรม OPIE ได้จาก http://www.inner.net/pub/opie [1] ซึ่ง OPIE ที่ใช้กับ Red Hat Linux9.0 คือ opie-2.4.tar.gz ซึ่งเป็นเวอร์ชันล่าสุดปรับปรุงเมื่อวันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 2001

  2. ขยายไฟล์ที่ดาวน์โหลดออกมาเพื่อใช้งาน โดยพิมพ์คำสั่งดังนี้

    # tar zxvf opie-2.4.tar.gz

  3. เมื่อใช้คำสั่ง ls จะแสดงผลดังนี้

    # ls
    anaconda-ks.cfg   install.log   install.log.syslog   opie-2.4

    แสดงชื่อไฟล์ทั้งหมดหลังจากขยายไฟล์แล้ว จะเห็นได้ว่ามีไดเรกทอรี opie-2.4 เพิ่มขึ้นมา

  4. เข้าไปในไดเรกทอรี opie-2.4 โดยพิมพ์คำสั่งดังนี้

    # cd opie-2.4

  5. เมื่อพร้อมใช้แล้ว พิมพ์คำสั่ง configure

    # ./configure

  6. ใช้คำสั่ง make install เพื่อติดตั้ง OPIE เพื่อใช้งานกับระบบ พิมพ์คำสั่งดังนี้

    # make install

    หมายเหตุ
     การใช้คำสั่ง  make install  เป็นการติดตั้งทั้ง client และ server ในตัวเดียวกัน
    ถ้าต้องการติดตั้งเฉพาะ client ใช้คำสั่ง

    # make client-install       

    และถ้าต้องการติดตั้งเฉพาะ server ใช้คำสั่ง

    # make server-install

    ทำการติดตั้งโปรแกรม opielogin ซึ่งจะแทนที่โปรแกรม login และ opieftpd แทน ftpd ของระบบโดยอัตโนมัติ

  7. ทดสอบว่า OPIE ได้ถูกติดตั้งและสามารถใช้งานได้ โดยพิมพ์คำสั่ง login แล้วควรจะแสดงผลดังนี้

    # login
    login: Dumbo
    otp-md5 498 lo2182
    Response or Password:
    Response:

หารายละเอียดการติดตั้งและพารามิเตอร์ของการคอมไพล์ OPIE เพิ่มเติมได้ในไฟล์ INSTALL.txt


วิธีการใช้ OPIE ในการล็อกอินเข้าสู่ระบบ

  1. ก่อนที่ผู้ใช้แต่ละคนจะใช้ OPIE ได้ จะต้องเพิ่มรายชื่อผู้ใช้คนนั้นๆ เข้าไปในไฟล์ของ /etc/opiekeys ก่อน โดยผู้แลระบบเท่านั้นโดยใช้คำสั่ง opiepasswd

    # opiepasswd -c Dumbo

    เพื่อเป็นการเพิ่มบัญชีผู้ใช้ที่สามารถล็อกอินเข้าสู่ระบบโดยใช้ OPIE ได้

    Adding Dumbo:
    Only use this method from the console; NEVER from remote. If you are using
    telnet, xterm, or a dial - in, type ^C now or exit with no password.
    Then run opiepasswd without the -c parameter.
    Using MD5 to compute responses.
    Enter new secret pass phrase: we are the champion
    Again new secret pass phrase: we are the champion

    ID Dumbo OTP key is 499 lo2182
    AMY BACH CHAW BAND MORN MAT

    หมายเหตุ we are the champion จะไม่แสดงผลบนหน้าจอ เนื่องจากเป็นรหัสลับ

  2. สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้ใช้ที่เพิ่มเข้าไป ถูกบันทึกอยู่ในไฟล์ /etc/opiekeys หรือไม่ โดยใช้คำสั่ง

    # cat /etc/opiekeys

    ซึ่งจะแสดงผล ดังนี้

  3. fie 0489 lo8930 efa8a875ad909bec May 13,2004 13:39:47
    katn 0496 lo6912 e3ed23aa9828a41e May 13,2004 13:41:38
    Dumbo 0499 lo2182 6aa70356de2493e7 May 31,2004 13:17:02

    จากผลที่แสดงข้างต้น อธิบายได้ว่า

  4. สามารถขอดู challenge โดยใช้คำสั่ง opieinfo ในขณะที่ทำงานอยู่บน root โดยพิมพ์คำสั่งดังนี้

    # opieinfo Dumbo

    จะแสดงผลดังนี้

    498 lo2182

    คำสั่ง opieinfo ใช้เพื่อแสดง challenge ลำดับต่อไปที่จะใช้ในการล็อกอินเข้าสู่ระบบ ซึ่งสามารถนำ challenge นี้ไปคำนวณ เพื่อหาค่า response ได้ แต่ในการคำนวณหาค่า response นี้ จะต้องใช้ secret pass phrase ในการคำนวณด้วย

  5. การหา response สามารถทำได้ 2 แบบ คือการคำนวณครั้งต่อครั้ง และการให้แสดงออกมาเป็นบัญชี (list) โดยใช้คำสั่ง opiekey (เมื่อทำงานอยู่บน root)

    การหา response แบบครั้งต่อครั้ง โดยพิมพ์คำสั่ง ดังนี้

    # opiekey 498 lo2182

    Using the MD5 algorithm to compute response.
    Reminder: Don't use opiekey from telnet or dial-in sessions.
    Enter secret pass phrase:
    THIS GEE MOS HIRE LAYS LUKE

    การหา response แบบให้แสดงผลเป็นรายการ โดยพิมพ์คำสั่งดังนี้

    # opiekey -n 5 498 lo2182

    Using the MD5 algorithm to compute response.
    Reminder: Don't use opiekey from telnet or dial-in sessions.
    Enter secret pass phrase:
    494: NAVY SEAR NE ELK JOKE MUSH
    495: BLOT MARC TIM ICY CLUE LASS
    496: ADA FIB BOMB IDLE SLUG ORAL
    497: LIE TIME UP GORE NAT RIFT
    498: THIS GEE MOS HIRE LAYS LUKE

    เมื่อได้ response ออกมาแล้ว ผู้ใช้ควรจดบันทึกไว้เพื่อใช้ในการเข้าระบบครั้งต่อไป เลขลำดับจะลดลงครั้งละหนึ่ง ตามจำนวนครั้งในการเข้าสู่ระบบ โดยจะเรียงจากมากไปหาน้อย (499, 498,...)

  6. เมื่อผู้ใช้ต้องการเข้าสู่ระบบ โดยใช้วิธีแบบ OPIE จะแสดงผลดังนี้

    localhost login: Dumbo
    otp-md5 498 lo2182 ext
    Response or Password:
    Response: THIS GEE MOS HIRE LAYS LUKE
    Last login; Thu May 21 10:41:52 on tty1

  7. การลบชื่อผู้ใช้ออกจากรายชื่อบัญชีผู้ใช้ของการใช้ OPIE นั้นต้องลบรายชื่อภายในไฟล์ /etc/opiekeys โดยตรง

คำสั่งต่างๆที่ใช้ใน OPIE

  1. opiepasswd เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับเพิ่มรายชื่อผู้ใช้ ในการเข้าระบบแบบ OPIE ซึ่งมีการใช้พารามิเตอร์ต่างๆดังนี้

  2. -v แสดงเวอร์ชั่นของOPIE  และแสดงวันที่ของการปรับปรุง
    -h แสดงพารามิเตอร์ที่สามารถใช้งานได้ในคำสั่งนั้น
    -c ตั้งค่าสถานะเพื่อให้ทำงานที่ console เพื่อความปลอดภัยในการทำงานของระบบ
    -d ตั้งค่าเพื่อให้ผู้ใช้ที่ถูกระบุไว้ไม่สามารถเข้าสู่ระบบโดยการใช้ OPIE
    -n เพื่อระบุค่าเริ่มต้นของ sequence number (ค่าที่ถูกกำหนดมาคือ 499)
    -s เพื่อกำหนดค่า seed number เนื่องจาก OPIE จะกำหนดค่าการสร้าง seed number โดยใช้ตัวอักษร 2 ตัวแรกของชื่อผู้ใช้และสุ่มค่าตัวเลขอีก 5 ตัว

    ตัวอย่างการใช้คำสั่ง   

    opiepasswd -c Dumbo
    คำสั่งนี้ใช้สำหรับเพิ่มชื่อผู้ใช้เข้าในไฟล์ /etc/opiekeys และระบุว่าตอนนี้ผู้ใช้กำลังทำงานอยู่บนเครื่อง console และผู้ใช้ที่ถูกเพิ่มเข้าไปคือ Dumbo

  3. opieinfo เป็นคำสั่งที่ใช้เพื่อขอดู challenge ลำดับต่อไปที่จะใช้ในการเข้าสู่ระบบ ซึ่งมีการใช้พารามิเตอร์ต่างๆดังนี้

  4. -v แสดงเวอร์ชั่นของOPIE  และแสดงวันที่ของการปรับปรุง
    -h แสดงพารามิเตอร์ที่สามารถใช้งานได้ในคำสั่งนั้น
    <username> ระบุชื่อผู้ใช้ ที่ต้องการให้แสดงค่าของ challenge ลำดับต่อไปที่จะใช้ในการเข้าสู่ระบบ (ค่าที่ถูกกำหนดมาคือ ชื่อผู้ใช้ที่ทำการ run คำสั่งอยู่)

    ตัวอย่างการใช้คำสั่ง   

    opieinfo Dumbo
    คำสั่งนี้ใช้สำหรับขอดู challenge ขอ
    งผู้ใช้ที่ชื่อ Dumbo

  5. opiekey เป็นคำสั่งที่ใช้ในการคำนวณเพื่อหาค่า response เพื่อที่จะนำมาใส่แทนการใส่รหัสผ่านแบบธรรมดา ซึ่งในการคำนวณหาค่า response เราต้องใช้ challenge และ secret pass phrase

  6. -v แสดงเวอร์ชั่นของOPIE  และแสดงวันที่ของการปรับปรุง
    -h แสดงพารามิเตอร์ที่สามารถใช้งานได้ในคำสั่งนั้น
    -4, -5 อัลกอริทึมที่ใช้ในการคำนวณ ใน OPIE จะถูกกำหนดค่าให้ใช้ MD5
    -n <ตัวเลข> เพื่อระบุค่าของจำนวน response ที่ต้องการให้สร้าง
    -x กำหนดให้แสดงเป็นเลขฐาน16 แทน response

    ตัวอย่างการใช้คำสั่ง  

    opiekey -n 5 498 lo2182
    คำสั่งนี้เป็นการขอให้โปรแกรมคำนวณ response ให้จำนวน 5 ตัว โดยมี challenge คือ 498 lo2182

ข้อควรระวังของการใช้ OPIE

  1. เมื่อผู้ใช้ได้ถูกเพิ่มเข้าไปในบัญชีของรายชื่อผู้ใช้ซึ่งอยู่ในพาธของ /etc/opiekeys แล้ว ถ้าต้องการจะเปลี่ยนแปลงโดยใช้คำสั่ง opiepasswd อีกครั้งจะไม่สามารถทำได้

    # opiepasswd -c Dumbo

    Adding Dumbo:
    Only use this method from the console; NEVER from remote. If you are using
    telnet, xterm, or a dial - in, type ^C now or exit with no password.
    Then run opiepasswd without the -c parameter.
    Using MD5 to compute responses.
    Enter new secret pass phrase:
    Again new secret pass phrase:

    ID Dumbo OTP key is 499 lo2182
    AMY BACH CHAW BAND MORN MAT


    เมื่อทำการเปลี่ยนแปลงโดยใช้คำสั่ง opiepasswd จะทำให้ seed number ซึ่งประกอบด้วย ตัวอักษร 2 ตัวและตัวเลข 4 ตัว จะเหลือแค่ตัวเลข 2 ตัว แสดงผลดังนี้

    # opiepasswd -c Dumbo

    Updating Dumbo:
    You need the response from an OTP generator.
    New secret pass phrase:
                   otp-md5 499 lo15
                   Response:

    เมื่อใช้คำสั่ง opiekey เพื่อคำนวณหาค่า Response จะไม่สามารถคำนวณได้ และ OPIE จะฟ้องออกมาว่า ไม่สามารถคำนวณได้เนื่องจาก seed number ต้องมีความยาวมากกว่า 5 ตัวอักษร ดังนี้

    # opiekey 499 lo15

    Using the MD5 algorithm to compute response.
    Seeds must be greater than 5 characters long.


  2. opiekey จะไม่สามารถคำนวณ response ให้ผู้ใช้ได้เมื่อเลขลำดับเป็น 0

    # opiekey 0 lo2182
    Using the MD5 algorithm to compute response.
    Sequence number 0 is not positive.


    แต่ว่าถ้าในกรณีที่ผู้ใช้ ใช้คำสั่งเพื่อให้แสดงผลเป็นรายการจะสามารถทำได้

    # opiekey -n 5 1 lo2182

    Reminder: Don’t use opiekey from telnet or dial-in sessions.
    Enter secret pass phrase:
    0: HACK TUNA BUFF SOWN LIP VET
    1: NEW RUNS MOB LAWS WALE NOOK


  3. ถ้าในการติดตั้งบนระบบปฏิบัติการ Red Hat Linux 9.0 ได้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นหลังจากคำสั่ง make install ซึ่งจะแสดงผลดังนี้

    opieinfo.o ( . text+0xbd): In function 'main' :
    : undefined reference to 'errno'
    collect2: ld returned 1 exit status
    make: *** [ opieinfo ] Error 1

    การแก้ไขคือ การเข้าไปแก้ไขในตัวโค้ดของโปรแกรม โดยพิมพ์คำสั่งดังนี้

    # cd opie-2.4
    # vi opieinfo.c

    เพิ่ม #include <errno.h>

    #include "opie_cfg.h"
    #include <stdio.h>
    #include <errno.h>   <---------
    #if HAVE_UNISTD_H
    #include <unistd.h>
    #endif /* HAVE_UNISTD_H */
    #if HAVE_PWD_H
    #include <pwd.h>
    #endif /* HAVE_PWD_H */
    #include "opie.h"
    ...

  4. เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน OPIE โดยระยะไกล ควรใช้โปรโตคอลที่มีการรหัสแทนการใช้ telnet เช่น ssh

บทสรุป

การพิสูจน์ตัวตนแบบการใช้ OPIE ทำให้ผู้ใช้สามารถมั่นใจได้ว่าระบบของตนจะไม่สามารถถูกละเมิดได้โดยง่ายเนื่องจาก

  1. การใช้ response แทนรหัสผ่าน ทำให้ยากต่อการจำ เพราะฉะนั้นผู้ที่ลักลอบจำพาสเวิร์ดก็จะทำได้ยาก
  2. การเปลี่ยนชุดของ response ที่ใช้ในการล็อกอินทุกครั้ง ทำให้ผู้ที่ดักจับหรือรู้ responseในครั้งหนึ่งครั้งใด ก็ไม่สามารถเอาไปใช้ในครั้งอื่นๆได้


เอกสารอ้างอิง

[1] OPIE Website, http://www.inner.net/pub/opie
[2] OPIE Manual, OPIE - One Time Password in Everything, FreeBSD Manual Page
[3] Hal Pomeronz, One-Time Passwords, http://www.deer-run.com/~hal/ns2000/otp.pdf, 2000
[4] OPIE One-Time Passwords, http://www.cs.ait.ac.th/laboratory/security/opie.shml, May 2001
[5] Dru Lavigne, One-Time Password, http://list.freebsd.org/pipermail/freebsd-bugs/2003-November/003899.html, 2 June 2003
[6] สิริพร จิตต์เจริญธรรม, เสาวภา ปานจันทร์ และ เลอศักดิ์ ลิ้มวิวัฒน์กุล, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการพิสูจน์ตัวตน, http://www.thaicert.nectec.or.th/paper/authen/authentication_guide.php, 2 พฤษภาคม 2547
[7] กิติศักดิ์ จิรวรรณกูล, การใช้ Secure Shell ในการเข้าถึงระบบจากระยะไกล, http://www.thaicert.nectec.or.th/paper/basic/Secure_Shell.php , 25 ตุลาคม 2545



Home || เอกสารเผยแพร่ || Authentication

ThaiCERT Disclaimer | Copyright © 2001 ThaiCERT(NECTEC). All rights reserved.