|
คำถาม - คำตอบเกี่ยวกับไวรัสคอมพิวเตอร์
เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับไวรัสคอมพิวเตอร์ (Virus General FAQ)
มาลแวร์
(Malware)
โปรแกรมป้องกันไวรัส
(Anti-Virus)
โปรแกรมไฟร์วอลล์ส่วนบุคคล
(Personal Firewall)
ช่องโหว่
(Vulnerability)
มาลแวร์ (Malware)
|
คำถาม มาลแวร์คืออะไร
แล้วต่างอะไรจากไวรัสคอมพิวเตอร์ หนอนอินเทอร์เน็ต ม้าโทรจัน
ฯลฯ
|
| ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ
25 มกราคม 2548 |
| เรียบเรียงโดย
กิติศักดิ์ จิรวรรณกูล
|
|
คำตอบ
ในอดีต คำว่า "ไวรัสคอมพิวเตอร์"
เป็นนิยามของโปรแกรมที่คอยสร้างความปั่นป่วนในโลกของคอมพิวเตอร์ซึ่งรู้จักกันเป็นอย่างดี
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ไวรัสคอมพิวเตอร์ได้ถูกพัฒนารูปแบบ และเปลี่ยนแปลงเทคนิคในการแพร่กระจายรวมทั้งความรุนแรงไปจากคำนิยามเดิมของไวรัสคอมพิวเตอร์
ดังนั้นในปัจจุบันจึงได้มีการบัญญัติคำศัพท์ขึ้นใหม่ว่า "มาลแวร์
(Malware : Malicious Software)" ซึ่งหมายถึง
"ซอฟต์แวร์ใดๆ ที่ถูกออกแบบขึ้นมา โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างความเสียหายให้แก่เครื่องคอมพิวเตอร์
หรือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และมีความสามารถในการเคลื่อนที่จากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง
หรือจากเครือข่ายหนึ่งไปยังอีกเครือข่ายหนึ่งได้"
ที่ประกอบไปด้วย ไวรัสคอมพิวเตอร์ (Computer Virus) หนอนอินเทอร์เน็ต
(Internet Worm) ม้าโทรจัน (Trojan Horse) และข่าวไวรัสหลอกลวง
(Hoax) เป็นต้น
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.thaicert.nectec.or.th/paper/virus/virus2.php
|
|
คำถาม ไวรัสคอมพิวเตอร์ต่างจากหนอนอินเทอร์เน็ตอย่างไร
|
| ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ
25 มกราคม 2548 |
| เรียบเรียงโดย
กิติศักดิ์ จิรวรรณกูล
|
|
คำตอบ
ไวรัสคอมพิวเตอร์นั้นต้องมีการฝังตัวไปกับไฟล์อื่น
หรือต้องมีพาหะในการแพร่กระจาย เปรียบเสมือนไวรัสโรคไข้หวัดนกนั้นต้องอาศัยไก่เป็นพาหะในการแพร่เชื้อ
แต่หนอนอินเทอร์เน็ตนั้นสามารถแพร่กระจายได้เองโดยไม่ต้องอาศัยพาหะ
|
โปรแกรมป้องกันไวรัส และ
ป้องกันสปายแวร์ (Anti-Virus and Anti-Spyware)
|
คำถาม โปรแกรมป้องกันไวรัสคืออะไร
มีความสำคัญมากแค่ไหน
|
| ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ
17 สิงหาคม 2548 |
| เรียบเรียงโดย
กิติศักดิ์ จิรวรรณกูล
|
| ปรับปรุงใหม่โดย
ณัฐพงษ์
แสงเลิศศิลปชัย |
|
คำตอบ
โปรแกรมป้องกันไวรัสคือตู้ยาประจำบ้าน,
ถ้าเปรียบคอมพิวเตอร์เป็นบ้านของเรา และไวรัสคอมพิวเตอร์เป็นโรคร้ายที่คุกคามเราแล้ว
โปรแกรมป้องกันไวรัสก็คือตู้ยาประจำบ้านที่ต้องมีติดบ้านไว้
เพื่อป้องกันรักษาผู้ที่อยู่ในบ้านซึ่งก็คือข้อมูลที่สำคัญของเรา
และสำหรับโลกภายนอก หากมีการแพร่กระจายของโรคร้ายชนิดใหม่ที่ตู้ยาของเรายังไม่มียาใช้ป้องกันหรือรักษา
เราก็จำเป็นต้องไปหายาชนิดนั้นมาเก็บไว้ คอมพิวเตอร์ก็เช่นเดียวกันเมื่อเครื่องของเราได้ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสไม่ว่าจะเป็นฟรีแวร์
หรือแบบมีลิขสิทธิ์ ไปแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือการอัพเดตโปรแกรมให้ทันสมัยอยู่เสมอนั่นเอง
|
|
คำถาม โปรแกรมป้องกันไวรัสมีการทำงานอย่างไร
|
| ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ
15 กันยายน 2548 |
| ปรับปรุงใหม่โดย
ณัฐพงษ์
แสงเลิศศิลปชัย |
|
คำตอบ
ก่อนจะตอบคำถามข้อนี้ได้
ต้องรู้ก่อนว่าโดยทั่วไปโปรแกรมป้องกันไวรัสมีสามหน้าที่หลัก
ได้แก่ ป้องกันเครื่องคอมพิวเตอร์จากไวรัสคอมพิวเตอร์ที่บุกรุกเข้ามา
ตรวจสอบภายในเครื่องว่ามีไวรัสคอมพิวเตอร์อยู่หรือไม่ และสุดท้ายกำจัดไวรัสคอมพิวเตอร์ที่ตรวจพบนั้น
จากหน้าที่ทั้งสามพบว่าหัวใจหลักของโปรแกรมป้องกันไวรัสอยู่ที่การระบุข้อมูลว่าเป็นไวรัสคอมพิวเตอร์หรือไม่
คำถามข้อนี้จึงเปลี่ยนมาอยู่ที่ว่าการระบุข้อมูลว่าเป็นไวรัสคอมพิวเตอร์นั้นทำอย่างไร
ซึ่งคำตอบมีอยู่หลากหลายตามเทคนิคที่ถูกพัฒนาขึ้น เช่น การตรวจหา
(Scanning) ที่เปรียบเทียบไฟล์กับข้อมูลของไวรัสคอมพิวเตอร์ทีละไฟล์
หรือการดักจับ (Interception) ที่สร้างเหยื่อล่อให้ไวรัสแสดงตัวออกมาแล้วจึงระบุ
เป็นต้น ข้อมูลเรื่องเทคนิคตรวจจับต่างๆ สามารถอ่านเพิ่มได้ที่เว็บ
http://www.thaicert.org/paper/virus/antivirus1.php
|
|
คำถาม โปรแกรมป้องกันไวรัสป้องกันได้แต่ไวรัสอย่างเดียวหรือไม่
|
| ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ
15 กันยายน 2548 |
| ปรับปรุงใหม่โดย
ณัฐพงษ์
แสงเลิศศิลปชัย |
|
คำตอบ
โดยมากโปรแกรมป้องกันไวรัสสามารถป้องกันมาลแวร์อื่นนอกจากไวรัสคอมพิวเตอร์ได้
เนื่องจากมาลแวร์ที่แพร่กระจายอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้มีแค่ไวรัสคอมพิวเตอร์อีกต่อไป
แต่กลายเป็นส่วนผสมระหว่างไวรัสคอมพิวเตอร์ หนอนอินเทอร์เน็ต
ม้าโทรจัน ทั้งยังมีเครื่องมือของแฮ็กเกอร์ต่างๆ ทำให้ผู้พัฒนาโปรแกรมป้องกันไวรัสส่วนใหญ่ต้องขยายการป้องกันและตรวจจับไปยังมาลแวร์ชนิดอื่นด้วย
ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าการติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสเพียงอย่างเดียวจะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ปลอดภัยจากมาลแวร์ทุกชนิด
ผู้ใช้ควรเพิ่มความปลอดภัยให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนโดยการอัพเดตโปรแกรมต่างๆ
ติดตั้งโปรแกรมไฟร์วอลล์ส่วนบุคคล หรือใช้โปรแกรมกำจัดสปายแวร์
เป็นต้น
|
|
คำถาม โปรแกรมป้องกันไวรัสสามารถป้องกันไวรัสได้
100% หรือไม่
|
| ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ
3 ตุลาคม 2548 |
| ปรับปรุงใหม่โดย
ณัฐพงษ์
แสงเลิศศิลปชัย |
|
คำตอบ
ต้องพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้
1. ระบบป้องกันไวรัสของโปรแกรมยังทำงานอยู่อย่างปกติ
2. ฐานข้อมูลไวรัสของโปรแกรมได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยตามบริษัทผู้ผลิตอย่างสม่ำเสมอ
3. บริษัทผู้พัฒนาโปรแกรมป้องกันไวรัสที่เลือกใช้ มีการเพิ่มข้อมูลไวรัสใหม่และปรับปรุงข้อมูลในฐานข้อมูลไวรัสอย่างสม่ำเสมอและฉับไวทันต่อเหตุการณ์
โปรแกรมป้องกันไวรัสต้องมีครบทั้งสามข้อที่กล่าวจึงจะสามารถป้องกันไวรัสได้
100% สำหรับสองข้อแรกเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ทุกคนต้องตรวจสอบเองว่ามีหรือไม่
ส่วนข้อสุดท้ายผู้ใช้ต้องหาข้อมูลและพิจารณาว่าโปรแกรมป้องกันไวรัสที่เลือกใช้มีการเพิ่มข้อมูลไวรัสใหม่เร็วหรือช้าเพียงไร
ทำให้เราปลอดภัยเพียงพอหรือไม่ หากไม่ผู้ใช้อาจทำการแจ้งไปทางบริษัทผู้ผลิตเพื่อหาทางปรับปรุง
หรือไม่ก็เลือกใช้โปรแกรมป้องกันไวรัสอื่นแทน
|
|
คำถาม เลือกซื้อโปรแกรมป้องกันไวรัสยี่ห้อไหนดี
|
| ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ
3 ตุลาคม 2548 |
| ปรับปรุงใหม่โดย
ณัฐพงษ์
แสงเลิศศิลปชัย |
|
คำตอบ
ประเด็นหลักของการซื้ออยู่ที่การมีโปรแกรมป้องกันไวรัสเพื่อป้องกันเครื่องคอมพิวเตอร์จากไวรัส
เพราะฉะนั้นจะเลือกซื้อโปรแกรมยี่ห้อใดก็ได้ แต่ควรมีสิ่งต่างๆ
ต่อไปนี้
- การตรวจสอบไวรัสคอมพิวเตอร์ในเครื่องสามารถตั้งเวลาให้ทำงานเองตามที่กำหนดไว้
- ระบบป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์เมื่อมีการเปิดไฟล์ โฟลเดอร์ หรือดิสก์ไดรฟ์ต่างๆ
ทั้งฮาร์ดดิสก์ ฟลอปปี้ดิสก์ ซีดี และสื่ออื่นๆ
- ความสามารถในการป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์จากการรับอี-เมล์ด้วยโปรแกรมอี-เมล์แบบติดตั้งบนเครื่อง
หรือจากการดาวน์โหลดโปรแกรมต่างๆ จากระบบเครือข่าย
- การปรับปรุงฐานข้อมูลไวรัสมีอย่างสม่ำเสมอและรวดเร็วพอที่จะรับมือไวรัสคอมพิวเตอร์ชนิดใหม่ได้ทันท่วงที
- การกำจัดไวรัสคอมพิวเตอร์และซ่อมแซมระบบที่เสียหายเมื่อตรวจพบไวรัสคอมพิวเตอร์ในเครื่อง
ข้อมูลเหล่านี้สามารถหาได้จากเว็บไซต์ของบริษัทผู้พัฒนาโปรแกรมป้องกันไวรัสแต่ละยี่ห้อ
เมื่อพิจารณาพบว่ามีสิ่งต่างๆ ข้างต้นแล้วจะเลือกใช้ยี่ห้อใดก็ขึ้นกับตัวผู้ใช้เอง
|
|
คำถาม ถ้าต้องการติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส
2 ชนิด ลงในเครื่องเดียวกัน จะทำได้หรือไม่
|
| ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ
17 สิงหาคม 2548 |
| เรียบเรียงโดย
กิติศักดิ์ จิรวรรณกูล
|
| ปรับปรุงใหม่โดย
ณัฐพงษ์
แสงเลิศศิลปชัย |
|
คำตอบ
คำตอบคือไม่แน่ โดยทั่วไปโปรแกรมป้องกันไวรัสจะมีการฝังตัวเข้าไปในส่วนต้นของฮาร์ดดิสก์
ซึ่งพฤติกรรมนี้จะคล้ายคลึงกับไวรัสบางประเภท นั่นแปลว่า ถ้าเราทำการติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสยี่ห้อที่สองลงในเครื่อง
โปรแกรมป้องกันไวรัสยี่ห้อแรกก็อาจจะฟ้องได้ว่าโปรแกรมที่กำลังติดตั้งนั้นเป็นไวรัสแล้วกำจัดทิ้ง
ทำให้ติดตั้งไม่สำเร็จ หรือหากทำการติดตั้งได้สำเร็จก็อาจมีปัญหาเมื่อเรียกใช้งานก็เป็นได้
และโดยทั่วไปการใช้โปรแกรมป้องกันไวรัสเพียงยี่ห้อเดียว แต่หมั่นอัพเดตให้ทันสมัยอยู่ตลอดก็ปลอดภัยในระดับหนึ่งแล้ว
|
โปรแกรมไฟร์วอลล์ส่วนบุคคล
(Personal Firewall)
|
คำถาม
ไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลคืออะไร
ต่างจากไฟร์วอลล์เครือข่ายอย่างไร
|
| ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ
7 ตุลาคม 2548 |
| เรียบเรียงโดย
ณัฐพงษ์
แสงเลิศศิลปชัย |
|
คำตอบ
ไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลคือโปรแกรมบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่คอยคุมการรับ-ส่งข้อมูลระหว่างเครื่องกับระบบเครือข่าย
โดยอาศัยลักษณะต่างๆ ของข้อมูล เช่น โปรแกรมอะไรทำการส่งออกมา
การรับ-ส่งอาศัยพอร์ทใด โปรโตคอลใด ข้อมูลจะส่งไปที่ใด เป็นต้น
ตามที่ได้ระบุไว้ เพื่อพิจารณาทิ้งหรือปล่อยให้รับ-ส่งได้ แต่สำหรับไฟร์วอลล์เครือข่ายนั้นจะเป็นอุปกรณ์หรือโปรแกรมบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำการคุมการรับ-ส่งข้อมูลระหว่างระบบเครือข่ายภายในองค์กรกับระบบเครือข่ายอื่นภายนอก
ดังนั้นถ้าเปรียบบ้านหนึ่งหลังเป็นคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องแล้ว
ไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลจะเป็นเหมือนรั้วหรือกำแพงบ้าน และไฟร์วอลล์เครือข่ายก็คือกำแพงของหมู่บ้านนั้นนั่นเอง
|
|
คำถาม
ไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลมีประโยชน์อย่างไร
|
| ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ
7 ตุลาคม 2548 |
| เรียบเรียงโดย
ณัฐพงษ์
แสงเลิศศิลปชัย |
|
คำตอบ
เนื่องจากไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลจะทำการกรองข้อมูลที่รับ-ส่งจากระบบเครือข่ายของเครื่องคอมพิวเตอร์
ดังนั้นประโยชน์ของไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลก็คือการป้องกันข้อมูลที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งอาจเป็นการบุกรุกจากระบบเครือข่ายเข้ามาที่เครื่องคอมพิวเตอร์
และอีกทางหนึ่ง ในกรณีที่เครื่องของผู้ใช้ติดไวรัสคอมพิวเตอร์หรือหนอนอินเทอร์เน็ตที่จะทำการส่งข้อมูลออกไปโจมตีระบบเครือข่าย
ไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลสามารถป้องกันไม่ให้การส่งข้อมูลนั้นทำได้สำเร็จ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่ไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลจะทำงานได้อย่างเหมาะสมหรือไม่นั้นขึ้นกับการกำหนดค่าการทำงานของผู้ใช้เองด้วย
|
|
คำถาม
ไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลป้องกันมาลแวร์ได้หรือไม่
|
| ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ
7 ตุลาคม 2548 |
| เรียบเรียงโดย
ณัฐพงษ์
แสงเลิศศิลปชัย |
|
คำตอบ
ในปัจจุบัน
มาลแวร์หลายชนิดมีการแพร่กระจายตัวผ่านระบบเครือข่าย(หรือทางอินเทอร์เน็ต)
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกหนอนอินเทอร์เน็ตที่จะเจาะผ่านเข้ามาทางช่องโหว่ต่างๆ
ซึ่งถ้าผู้ใช้ทำการตั้งค่าไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลไว้อย่างเหมาะสม
ข้อมูลของหนอนที่บุกรุกเข้ามาก็จะถูกกำจัดทิ้ง ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์รอดพ้นจากการโจมตี
แต่ก็ใช่ว่าไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลจที่ตั้งค่าอย่างเหมาะสมแล้ว จะป้องกันมาลแวร์ได้ทุกชนิด
เพราะไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทำการป้องกันมาลแวร์โดยตรง
ตัวอย่างมาลแวร์ที่ผ่านไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลได้ เช่น หนอนอินเทอร์เน็ตบางชนิดที่ส่งตัวเองไปกับอี-เมล์ซึ่งเป็นบริการที่ปกติผู้ใช้เปิดไว้
ดังนั้นเมื่ออี-เมล์ของหนอนมาถึงเครื่องจึงผ่านไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลเข้าสู่เครื่องและรอเวลาที่ผู้ใช้จะเปิดอ่านได้อย่างง่ายดาย
เป็นต้น
|
|
คำถาม
ไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลกับโปรแกรมป้องกันไวรัสติดตั้งอย่างไหนดีกว่ากัน
|
| ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ
7 ตุลาคม 2548 |
| เรียบเรียงโดย
ณัฐพงษ์
แสงเลิศศิลปชัย |
|
คำตอบ
ต้องติดตั้งทั้งสองอย่าง
เพราะโปรแกรมทั้งคู่ทำงานที่ต่างกัน โปรแกรมป้องกันไวรัสป้องกันในส่วนของมาลแวร์ต่างๆ
ที่มาติดเครื่องโดยไม่สนว่ามาลแวร์นั้นจะเข้ามาทางใด แต่ไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลจะสนใจที่ทางเข้าออกของเครื่องกับระบบเครือข่ายว่าข้อมูลที่เข้า-ออกนั้นเป็นไปตามที่กำหนดโดยไม่สนว่าข้อมูลนั้นเป็นมาลแวร์หรือไม่
ดังนั้นการที่จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ปลอดภัยจากการบุกรุกชนิดต่างๆ
ได้จึงจำเป็นที่จะต้องมีทั้งคู่ รวมทั้งต้องมีการตั้งค่าที่เหมาะสม
และทำการซ่อมแซมช่องโหว่ของโปรแกรมที่ใข้งานอยู่เสมอด้วย
|
ช่องโหว่ (Vulnerability)
|
คำถาม
ช่องโหว่คืออะไร ทำไมต้องทำการซ่อมแซมช่องโหว่
|
| ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ
24 มกราคม 2548 |
| เรียบเรียงโดย
กิติศักดิ์ จิรวรรณกูล
|
|
คำตอบ
"ช่องโหว่
(Vulnerability)" ก่อน ช่องโหว่หรือ Vulnerability
นั้นหมายถึง "ความอ่อนแอในระบบซึ่งยอมให้เกิดการกระทำที่ไม่ได้รับอนุญาตได้"
ซึ่งถ้ามีการเปรียบเทียบเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นบ้านที่เราอาศัยอยู่
ต่อมาไม่นานบ้านของเราเกิดความสึกหรอ เช่น กำแพงทะลุ หรือกระจกแตก
เป็นต้น เมื่อเหล่ามิจฉาชีพที่เปรียบได้กับแฮกเกอร์หรือไวรัสต่างๆ
เห็นช่องโหว่นั้นเข้าก็อยากที่จะเข้ามาในบ้านของเรา ด้วยเหตุนี้เองเราจึงต้องทำการอุดรูรั่วหรือช่องโหว่อาจจะโดยการโบกปูนปิดรอยรั่ว
หรือเปลี่ยนกระจกใหม่ เป็นต้น แต่ในทางคอมพิวเตอร์นั้นการอุดรูรั่วหมายถึงการติดตั้งโปรแกรมเพื่อทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์มีความแข็งแกร่งมากขึ้น
โปรแกรมดังกล่าวก็คือ "โปรแกรมซ่อมแซมช่องโหว่
หรือ Patch" นั่นเอง
|
|
คำถาม
วิธีการอัพเดตระบบปฏิบัติการวินโดว์ส XP ทำอย่างไร
|
| ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ
24 มกราคม 2548 |
| เรียบเรียงโดย
กิติศักดิ์ จิรวรรณกูล
|
|
คำตอบ
สำหรับการตรวจสอบโปรแกรมซ่อมแซมช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการวินโดว์สทุกเวอร์ชันวิธีการในการอัพเดตก็ทำได้อย่างง่ายดายเพียงเปิดโปรแกรมเว็บเบราเซอร์
Internet Explorer (IE) เลือกที่ Tools และ Windows Update ซึ่งอ่านขั้นตอนโดยละเอียดได้ที่
http://www.thaicert.nectec.or.th/paper/microsoft/winxpupdate.php
|
หากท่านพบเห็นข้อผิดพลาดหรือมีคำแนะนำ
โปรดส่งข้อความของท่านมาที่ thaicert@nectec.or.th
ท่านสามารถดาวน์โหลด PGP Public Key
ของ ThaiCERT ได้ ในกรณีที่ต้องการเข้ารหัสอี-เมล์
|